การรีดพลังให้กับกระบอกลมนิวเมติก

การรีดพลังให้กับกระบอกลมนิวเมติก

กระบอกลมนิวเมติกนั้นเป็นอุปกรณ์ในระบบนิวเมติกที่หลายๆหน่วยงานยอมรับและทึ่งในประสิทธิภาพในการทำงาน เนื่องจากว่าความยืดหยุ่นของกระบอกลมนิวเมติกนั้นมีสูงและตอบโจทย์กับงานหลายๆประเภทได้อย่างลงตัวเลยทีเดียว ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของราคา ซึ่งกระบอกลมนิวเมติกนั้นจะมีราคาไม่แพง ติดตั้งได้ง่ายและรวดเร็ว มีคู่มือการใช้งานมาให้เรียบร้อยจากผู้ให้บริการ ซึ่งเราสามารถทำการออกแบบและติดตั้งตามคู่มือได้เลยในทันที

เมื่อเราเป็นอีกคนหนึ่งที่สนใจเจ้ากระบอกลมนิวเมติกและอยากซื้อมาไว้ใช้สักตัว 2 ตัวและบางครั้งอาจจะมีข้อมูลหรือรายการที่ต้องการไว้ในใจอยู่แล้ว แต่ยังเลือกไม่ถูก หรือไม่รู้ว่าจะซื้อกระบอกลมยี่ห้อไหน รุ่นไหนดี เพราะถ้าสังเกตดีๆ จะเห็นว่ากระบอกลมนิวเมติกที่วางขายในตลาดปัจจุบันมีความใกล้เคียงกันในเรื่องของสเปคแต่จะแตกต่างกันบ้างเพียงเล็กน้อยเท่านั้น

กระบอกลมนิวเมติก

ประเด็นสำคัญในการเลือกกระบอกลมนิวเมติกมาใช้งานนั้นก็คือหลายๆคนต่างก็มุ่งเน้นไปที่ประสิทธิภาพที่ได้จากเจ้ากระบอกลมตัวโปรดที่เพิ่งติดตั้งไปในระบบนิวเมติกของเรา มันควรจะทำให้เราพอใจตามที่ได้ออกแบบไว้ก่อนหน้า ประสิทธิภาพการทำงานของกระบอกลมจะขึ้นอยู่กับปัจจัยหลักๆหลายประการ ไม่ว่าจะเป็นขนาดของลูกสูบ แรงดันที่กระบอกลมทำได้เมื่อเทียบกับสภาพแวดล้อมจริง รูปแบบและความเหมาะสมของการติดตั้ง และจะมีอีกหลายๆปัจจัยที่แอดมินจะกล่าวเพิ่มเติมดังต่อไปนี้:

ประเภทของกระบอกลมนิวเมติก

ผู้ให้บริการกระบอกลมหลายรายจะนิยมผลิตกระบอกลมให้เหมาะสมกับการใช้งานแต่ละประเภท โดยงานแต่ละประเภทก็จะสามารถนำกระบอกลมที่ได้ออกแบบไว้สำหรับงานนั้นไปใช้งานได้เลยโดยเฉพาะ และส่วนใหญ่แล้วประเภทของกระบอกลมนิวเมติกจะถูกแบ่งออกเป็น 3 ประเภทด้วยกันคือ:

กระบอกลมแบบทางเดียว(single action cylinder) โดยกระบอกลมประเภทนี้จะให้พลังงานในลักษณะของการ ดันของช่วงชักเท่านั้น ภายในกระบอกลมจะมีสปริงที่คอยทำหน้าที่ดึงลูกสูบกลับเข้ามายังจุดเริ่มทำงานอีกครั้ง

กระบอกลมนิวเมติกแบบแบบทางเดียวแต่ทำงานตรงกันข้าม(reverse single acting cylinder) กระบอกลมประเภทนี้จะทำงานในลักษณะตรงกันข้ามกับกระบอกลมแบบทางเดียว แต่ข้อแตกต่างของกระบอกลมแบบตรงกันข้ามนี้จะมีพอร์ทด้านตรงกันข้ามกับแบบทางเดียว และให้พลังงานเฉพาะจังหวะการหดตัวของลูกสูบหรือจังหวะดึงลูกสูบกลับเท่านั้น

กระบอกลมนิวเมติกแบบสองทาง(double acting cylinder) กระบอกลมประเภทนี้จะมีห้องสำหรับอัดความดันจำนวน 2 ห้องสามารถให้แรงดันอากาศได้มากกว่าแบบทางเดียวและแบบตรงกันข้าม 2 เท่า สามารถจ่ายแรงดันอากาศได้ทั้ง 2 ทาง กระบอกลมประเภทนี้จะไม่มีสปริงในการดึงลูกสูบกลับไปมาเหมือนแบบทางเดียว เหมาะสำหรับโหลดงานที่มีขนาดใหญ่หรืองานที่ต้องการแรงดันอากาศสูงกว่าปรกติ

กระบอกลมนิวเมติกแบบทางเดียวนั้นจะมีข้อดีคือราคาต่ำกว่า 2 แบบที่กล่าวไปแล้วด้านบน ติดตั้งและใช้งานได้ง่ายกว่าแบบสองทาง ทั้งในเรื่องของอุปกรณ์ย่อยอื่นที่นำมาติดตั้งเพิ่มเติมเช่น ท่อต่างๆ วาล์วควบคุมแรงดัน อย่างไรก็ตามกระบอกลมนิวเมติกแบบทางเดียวจะมีข้อเสียก็คือ แรงดันที่จ่ายและความเร็วในการกลับสู่สถานะเริ่มต้นนั้นจะน้อยกว่ากระบอกลมแบบสองทาง อีกทั้งสปริงจะมีข้อจำกัดในเรื่องของช่วงชัดอีกด้วย(ช่วงชักสั้น) ส่วนกระบอกลมนิวแบบสองทางนั้นจะมีข้อได้เปรียบคือแรงดันที่ได้ และงานที่ต้องการควบคุมความเร็วในการทำงาน

ในอุตสาหกรรมส่วนใหญ่จะนิยมใช้กระบอกลมนิวเมติกแบบ NFPA ซึ่งกระบอกลมนิวเมติกแบบ NFPA นี้จะมีลักษณะที่พิเศษคือจะมีก้านยึดสำหรับรองรับแรงกดด้านท้ายของกระบอกลมเพื่อเสริมความแข็งแรงของฐานให้ทนต่อแรงกดหรือแรงกระแทกเมื่อกระบอกลมอยู่ในสภาวะทำงาน กระบอกลมนิวเมติกแบบ NFPA ส่วนใหญ่จะเป็นกระบอกลมที่มีขนาดใหญ่ มีความทนทานสูง ใช้งานครบอายุการใช้งานแล้วทิ้งเลย แต่จะมีบางรุ่นที่เราสามารถนำมาซ่อมเพื่อนำกลับไปใช้งานใหม่ได้ โดยรุ่นที่สามารถนำมาซ่อมนั้นจะถูกระบุไว้ในคู่มือและเอกสารของกระบอกลมรุ่นนั้นๆ

กระบอกลม NFPA
กระบอกลม NFPA

กระบอกลมนิวเมติกที่สามารถนำกลับมาซ่อมได้นั้นจะมีค่าใช้จ่ายมากกว่ากระบอกลมนิวเมติกที่ชำรุดแล้วทิ้ง เนื่องจากทางผู้ผลิตจะเพิ่มค่าใช้จ่ายกับอุปกรณ์ยิบย่อยลงไปในกระบอกลมแบบสามารถนำกลับมาซ่อมได้ แต่กับแบบที่ใช้แล้วทิ้งนั้นจะเป็นกลุ่มของกระบอกลมที่มีอุปกรณ์ยิบย่อยไม่มากนัก มีน้ำหนักเบา ออปชั่นไม่มาก ความยืดหยุ่นจะน้อยกว่าแบบแรก ซึ่งหลักการนี้จะเป็นหลักการการลดค่าใช้จ่ายในการผลิตของผู้ให้บริการแต่ละราย ดังนั้นหากเราต้องการกระบอกลมนิวเมติกมาใช้งานเราควรพิจารณาในส่วนนี้ด้วยว่าโหลดของเราต้องการกระบอกลมแบบใด

ข้อพิจารณาอีกอย่างหนึ่งก็คือกระบอกลมแบบมาตรฐานและแบบกำหนดเอง(ใช้เฉพาะงาน) ถ้าเราพบว่างานของเรานั้นไม่สามารถที่จะนำกระบอกลมนิวเมติกแบบมาตรฐานหรือกระบอกลมแบบที่ขายทั่วไปมาติดตั้งได้ เราควรปรึกษากับผู้ผลิตกระบอกว่ามีแนวทางอย่างไรบ้างในการแก้ไขดังกล่าว ซึ่งผู้ให้บริการส่วนใหญ่มักจะแนะนำให้หาแนวทางในแบบที่ไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายก่อน ซึ่งถ้าเราหาแนวทางไม่ได้จริงๆ ทางผู้ผลิตก็จะชี้แจงและแนะนำให้ของเราเลือกใช้กระบอกลมแบบกำหนดเองน่าจะเป็นแนวทางที่เหมาะสมที่สุด

บทความใกล้เคียง:

ขนาดของกระบอกลมนิวเมติก

หลังจากที่เราได้ทำความเข้าใจเกี่ยวกับประเภทและรูปแบบของกระบอกลมนิวเมติกไปแล้ว ทีนี้เราก็จะมาพิจารณากันในเรื่องของขนาดของกระบอกลมกันต่อ ซึ่งขนาดของกระบอกลมถือได้ว่าเป็นอีกปัจจัยที่สำคัญอย่างหนึ่งไม่แพ้กัน กล่าวคือขนาดของกระบอกลมจะต้องมีความสอดคล้องกับโหลดหรืองานที่เราจะนำกระบอกลมไปใช้งาน ขนาดของกระบอกลมนั้นจะต้องรองรับการผลิตแรงดันมากกว่าแรงดันที่โหลดต้องการ 20-25% โดยแรงดันที่สำรองนี้จะเอาไว้เผื่อแรงเสียดทานที่เกิดขึ้นในระหว่างที่กระบอกลมทำงาน

ถึงแม้ว่าเราจะสามารถกำหนดความเร็วของแกนลูกสูบได้(สำหรับกระบอกลมนิวเมติกบางรุ่น) แต่เพื่อผลลัพธ์และประสิทธิภาพที่สูงสุด เราควรใช้ความเร็วปานกลางหากทำได้ในสภาพแวดล้อมจริง โดยถ้ากระบอกลมทำงานที่ความเร็วต่ำนั้นจะต้องให้แรงดันที่ได้มากกว่า 25% ของแรงที่โหลดงาน ถ้าความเร็วปานกลางกระบอกลมจะต้องให้แรงดันมากกว่า 50% และความเร็วสูงนั้นกระบอกลมจะต้องให้แรงดันมากกว่าแรงดันโหลด 50% หรือมากกว่าขึ้นไป ดังนั้นความเร็วจะมีผลกับขนาดของกระบอกลม และเพื่อประสิทธิภาพอันสูงสุดเราควรเลือกกระบอกลมที่มีขนาดที่เหมาะสมและสามารถให้แรงดันได้ปรกติในความเร็วปานกลาง ซึ่งมันจะเป็นการยืดอายุการใช้งานให้กับกระบอกลมนิวเมติกของเราอีกด้วย

ปัญหาอีกอย่างหนึ่งเมื่อมีการปรับขนาดของกระบอกลมนิวเมติกคือจะมีผลต่อแรงดันอากาศต่ำสุดและแรงดันอากาศที่ได้จะไม่คงที่ ปัญหาแรงดันไม่คงที่นี้จะเป็นสาเหตุที่ช่วยเร่งการสึกหรอของกระบอกลม และอาจจะทำให้กระบอกลมของเรานั้นทำงานผิดพลาดหรือทำให้ระบบนิวเมติกของเราหยุดทำงานกะทันหันได้ ดังนั้นหากเป็นไปได้ในระบบนิวเมติกของเราควรมีการไหลเวียนของอากาศที่สม่ำเสมอที่แรงดัน/ความดันต่ำสุดเพื่อรักษาความเร็วให้คงที่ ซึ่งถ้าความเร็วคงที่แล้วจะทำให้กระบอกลมทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพนั่นเอง ขนาดของกระบอกลมต้องสามารถรองรับโหลดได้สูงสุดไม่เกินตามที่ระบุในคู่มือการใช้งาน และสามารถรักษาความเร็วได้คงที่และต่อเนื่องในกรณีที่ระบบมีการใช้แรงดันต่ำสุด

หลังจากที่ได้ทำความเข้าใจเกี่ยวกับความสำคัญของขนาดกระบอกลมที่มีผลกระทบต่อความเร็วของระบบแล้ว ทีนี้เราก็จะมาดูการหาขนาดของกระบอกสูบหรือกระบอกลมกัน แต่ก่อนที่เราจะทราบขนาดของกระบอกลมนั้นเราจะต้องหาแรงที่กระบอกลมจะต้องทำได้ก่อน ตามสูตรดังนี้

F = PA

เมื่อ F = แรง, P คือแรงดันอากาศ, A คือพื้นที่ของลูกสูบ

จากนั้นเราก็จะไปพิจารณาเพื่อหาขนาดของกระบอกลมที่เหมาะสมกันต่อโดยจะมีปัจจัยเพิ่มเติมด้วยกันดังนี้:

ความยาวของช่วงชัก(stroke length): คำนวณว่าช่วงชักของลูกสูบควรจะมีค่าเท่าไหร่จึงจะเหมาะสมในสภาพแวดล้อมการทำงานจริง

แรงของสปริง(กรณีเป็นกระบอกลมนิวเมติกแบบทางเดียว): ให้ตรวจสอบว่าสปริงมีการทำงานได้ปรกติหรือไม่ทั้งในสภาวะดันลูกสูบไปและดึงลูกสูบกลับมายังจุดเริ่มต้น

ขนาดโดยรวม:ในการติดตั้งและการใช้งานของกระบอกสูบจะต้องวัดพื้นที่ที่มีอยู่ให้ถูกต้องเพื่อให้แน่ใจว่าจะรองรับความต้องการได้ อาจจะพิจารณากระบอกลมที่ใช้แล้วทิ้งที่ประหยัดพื้นที่หากระบบนิวเมติกของเรามีพื้นที่ทำงานที่จำกัด

รูปแบบการติดตั้ง: ให้เราเลือกรูปแบบการติดตั้งตามขนาดของแรงและฟังก์ชั่นของกระบอกลม ซึ่งปัจจัยทั้งหมดเหล่านี้เป็นสิ่งที่จำเป็นอย่างมาก เนื่องจากการติดตั้งผิดหรือการติดตั้งที่ไม่ถูกต้องนั้นอาจจะทำให้โหลดด้านข้างของแกนลูกสูบเสียหายได้ ซึ่งอาจจะก่อให้เกิดการสึกหรอมากเกินไปในลูกสูบ ก้านลูกปืนและซีล ซึ่งจะนำมาซึ่งการสึกหรอ และทำให้กระบอกสูบทำงานผิดพลาด ระบบนิวเมติกล้มเหลวได้

สาเหตุของการโหลดด้านข้างรวมถึงการทำงานของกระบอกสูบโดยไม่มีแกนนำลูกสูบหรือการสนับสนุนและการจัดแนวระหว่างการยึดและการเชื่อมต่อแบบลูกสูบ การโหลดด้านข้างในขายึดแบบหมุนจะเกิดขึ้นเมื่อน้ำหนักของกระบอกสูบวางลูกสูบและข้อต่อลูกปืน ถ้ากระบอกลมนิวเมติกของเรามีคู่มือให้ดูที่แถบด้านข้าง ของกระบอกลมสำหรับการติดตั้งเพื่ออายุการใช้งานยาวนาน

ออปชั่นต่างๆ ของกระบอกลมนิวเมติก

ออปชั่นเสริมจำนวนมากของกระบอกลมนิวเมติกจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพของกระบอกลมหรือป้องกันปัญหาต่างๆได้เช่น ด้านข้างหรือแรงกระแทก ซึ่งข้อมูลด้านล่างนี้จะเป็นตัวอย่างออปชั่นที่นิยมใช้ติดตั้งร่วมกับกระบอกลม:

หมอนช่วยชะลอตัว: จะติดตั้งไว้สำหรับการชะลอตัวของลูกสูบ และช่วยป้องกันผลกระทบจากจุดสิ้นสุดของช่วงชักที่มากเกินไป ซึ่งช่วงชักที่มากเกินไปจะทำให้อายุการใช้งานของกระบอกลมสั้นลงกว่าปรกติ

กันชนดูดซับแรงกระแทก: กันชนแบบแผ่นอีลาสโตเมอร์ซึ่งจะช่วยดูดซับแรงกระแทกจากจุดสิ้นสุดของช่วงชักและการติดตั้งกันชนดูดซับแรงกระแทกนี้ยังเป็นวิธีที่ยอดเยี่ยมในการลดเสียงรบกวนและการสั่นสะเทือนในกระบอกสูบอีกด้วย

ลูกสูบคู่: ลูกสูบคู่จะช่วยลดแรงด้านข้างได้ โดยการกระจายระยะห่างระหว่างลูกปืนกับลูกสูบเพื่อลดภาระที่มีประสิทธิภาพที่จุดเหล่านี้

ชุดควบคุมความเร็ว: อุปกรณ์ที่สามารถควบคุมความเร็วได้อย่างสม่ำเสมอและคงที่ อาจเป็นสิ่งสำคัญต่อประสิทธิภาพของกระบอกลมนิวเมติก ความดันอากาศที่ไม่สอดคล้องกันทำให้เกิดความเร็วในการชักไม่แน่นอนและความดันที่ต่ำเกินไปอาจทำให้เกิดการเคลื่อนที่ของลูกสูบผิดปกติระหว่างจังหวะ ติดตั้งระบบควบคุมการไหลบนกระบอกสูบเพื่อให้มั่นใจได้ว่ามีการไหลเวียนของอากาศที่ควบคุมได้ตลอดเวลาเพื่อการทำงานที่แม่นยำและสม่ำเสมอ

สวิทช์ตรวจจับตำแหน่ง: สวิทช์ตรวจจับตำแหน่งจะเป็นทางเลือกในการควบคุมหรือจัดการกับตำแหน่งของลูกสูบ ซึ่งจะช่วยเพิ่มความสามารถในการสูบเพื่อให้มีตำแหน่งที่ถูกต้อง สามารถกำหนดเวลา เหตุการณ์ การเรียงลำดับและการซิงโครไนซ์ได้อย่างแม่นยำมากยิ่งขึ้น สวิทช์ตรวจจับตำแหน่งมักจะยึดกับกระบอกลมนิวเมติกและเชื่อมต่อกับแม่เหล็กถาวรที่ติดอยู่กับลูกสูบเพื่อปิดวงจรไฟฟ้าและเริ่มต้นการกระทำต่างๆ เช่นการเปิดใช้งานรีเลย์ ตัวจับเวลา หรือโซลินอยด์วาล์ว ในปัจจุบันมีสวิทช์ตรวจจับตำแหน่งให้เราได้เลือกใช้งานหลายรุ่นและสามารถนำมาติดตั้งได้หลายตำแหน่ง

สวิทช์แม่เหล็ก: สวิทช์แม่เหล็กเป็นเทคโนโลยีเก่าที่ยังใช้ได้ในปัจจุบัน สวิทช์แม่เหล็กส่วนใหญ่จะเป็นแบบใช้การเชื่อมต่อทางกล เมื่อแม่เหล็กผ่านการอ่านเฉพาะตำแหน่ง preselected สวิทช์แม่เหล็กจะมีต้นทุนต่ำ มีการตรวจจับตำแหน่งที่ถูกต้องและมักใช้กับตรรกะการถ่ายทอด อย่างไรก็ตามอาจมีการสึกหรอช้ากว่าสวิทช์ประเภทอื่นๆ และหน้าคอนแท็คสามารถตีกลับได้

สวิทช์ฮอลล์เอฟเฟ็กต์: สวิทช์ฮอลล์เอฟเฟ็กต์ใช้เทคโนโลยี solid-state เพื่อให้มีขนาดกะทัดรัด มีการทำงานที่แม่นยำและเชื่อถือได้ ติดตั้งระหว่างเฟืองและชุดควบคุมลอจิก สวิทช์ฮอลล์ – เอฟเฟ็กต์มีส่วนช่วยให้อายุการใช้งานของกระบอกลมเพิ่มมากขึ้น

สภาพแวดล้อมการทำงานของกระบอกลมนิวเมติก

สภาพแวดล้อมนั้นมีผลต่อการทำงานและประสิทธิภาพของกระบอกลมนิวเมติกเป็นอย่างมาก ดังนั้นจึงเป็นเรื่องสำคัญที่ต้องเลือกซีลยาง แบริ่ง สารหล่อลื่น และวัสดุอื่นๆ ที่เหมาะสมกับสภาวะแวดล้อมแวดล้อมนั้นๆ

ยกตัวอย่างการทำงานของกระบอกในสภาพแวดล้อมที่มีอุณหภูมิสูง ซึ่งโดยทั่วไปนั้นกระบอกลมสามารถทำงานได้ในอุณหภูมิต่ำกว่า -20 องศาฟาเรนไฮธ์(-25องศาเซลเซียส) หรือสูงกว่า 200องศาฟาเรนไฮธ์(90องศาเซลเซียส) ซึ่งในกรณีที่สภาพแวดล้อมที่มีอุณหภูมิระดับนี้ อายุการใช้งานของกระบอกลมจะสั้นลงกว่าปรกติ และมีความเสี่ยงที่จะเกิดความเสียหายโดยไม่คาดคิดได้ เนื่องจากอาจจะมีรอยปนเปื้อนของโลหะที่มีน้ำหนักมากเกินไป หรือน้ำมันหล่อลื่นที่ทำให้มีความหนาหรือบางเกินไป

กระบอกสูบที่ทำงานต่ำกว่า 0 ° F (-18 ° C) เป็นเวลานานอาจต้องมีการปรับเปลี่ยนซีลยางแบบพิเศษ เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ดีที่สุดให้ระบุความร้อนหรือวัสดุที่ทนต่อความเย็น และระมัดระวังโดยเฉพาะอย่างยิ่งกับการบำรุงรักษาเป็นประจำ

การแผ่รังสีก็เป็นอีกเรื่องหนึ่งที่น่าเป็นห่วงไม่แพ้กัน เนื่องจากอาจจะมีการเปลี่ยนวัสดุเกือบทั้งหมดและในบางกรณีอาจทำให้วัสดุสลายตัวได้ เราควรตรวจสอบความเข้มของรังสีเพื่อประเมินอายุการใช้งานกระบอกลมด้วยเพื่อไม่ให้ส่งผลกระทบต่อการทำงานของกระบอกลมนิวเมติกของเรา

ความชื้น, เกลือ, ควัน สารเคมีและความเข้มข้นสูงของก๊าซโอโซนหรือก๊าซพิษ สิ่งเหล่านี้จะเร่งการกัดกร่อนและลดอายุการใช้งานของซีลยางของกระบอกลม การทำความสะอาดกระบอกสูบอย่างสม่ำเสมอด้วยของเหลวที่กัดกร่อนสามารถกัดกร่อนกระบอกและทำให้อายุการใช้งานสั้นลงได้ ในกรณีเหล่านี้อาจมีการตกแต่งกระบอกลมให้พิเศษด้วยวัสดุต่างๆเช่น พลาสติก หรือเหล็กสแตนเลสเพื่อเพิ่มความต้านทานการกัดกร่อน

นอกจากนี้ ฝุ่นและสิ่งสกปรก อาจจะก่อให้เกิดปัญหาได้ ให้ระบุวิธีการแก้ปัญหาเชิงกลไว้ล่วงหน้า เช่นเตรียมเครื่องปัดน้ำฝน หรือเครื่องขูด อุปกรณ์เหล่านี้จะทำความสะอาดแกนหลังแต่ละจังหวะและเก็บสิ่งแปลกปลอมออกจากกระบอกสูบได้ สำหรับการป้องกันพิเศษให้ติดตั้งรองเท้าบู๊ทแบบก้านสูบซึ่งพอดีกับก้านลูกสูบและขยายและหดตัวขณะเคลื่อนย้ายคัน

สุดท้ายสารหล่อลื่นยังคงเป็นกุญแจสำคัญในการเพิ่มอายุการใช้งานของกระบอกสูบนิวเมติกเช่นเดียวกับการสร้างความมั่นใจในประสิทธิภาพการทำงานสูงสุด ข้อกังวลเกี่ยวกับกฎระเบียบด้านสิ่งแวดล้อมในปัจจุบันกำลังเพิ่มความสนใจในกระบอกสูบที่ไม่มีการหล่อลื่น กระบอกลมนิวเมติกที่ดีมักใช้ซีลแบบพิเศษ ตลับลูกปืนชุบด้วยสารหล่อลื่นที่เป็นของแข็ง ตลอดจนมีการเคลือบสารเช่นซัลไฟด์โมลิบดีนัมบนรางภายในกระบอกลมเพื่อยืดอายุการใช้งานของกระบอกสูบ วิธีใช้สารหล่อลื่นนี้วิธีหล่อลื่นกระบอกสูบแบบเก่า ใช้เวลานานในการดำเนินงาน ถ้าหากเราไม่คำนึงถึงการหล่อลื่นกระบอกลมอย่างถูกต้องแล้ว อาจทำให้กระบอกลมเกิดความร้อนสูงทำให้ชิ้นส่วนเสียหายและทำให้ซีลชำรุดได้ เนื่องจากถ้าเราไม่ใช้สารหล่อลื่นหรือใช้สารหล่อลื่นไม่ได้คุณภาพ อาจจะทำให้สารหล่อลื่นดังกล่าวย่อยสลายหรือทำลายซีลได้อย่างรวดเร็ว